วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Gallery : ของใช้ในบ้าน

...

วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

6 ขั้นตอนทำความสะอาดห้องนํ้า




การทำความสะอาดห้องน้ำนั้นถือเป็นงานบ้านอันดับแรก ๆ ที่เหล่าแม่บ้านส่ายหน้าหนี เพราะเป็นงานที่ทั้งเหนื่อยแถมยังต้องทนกับสิ่งสกปรกอีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้น การทำความสะอาดห้องน้ำก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี เพื่อให้คนในบ้านได้มีสุขภาพอานามัยที่ดี และเพื่อให้บ้านดูมีบรรยากาศที่น่าอยู่อาศัยมากขึ้น วันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้นำเอาเคล็ดลับดี ๆ ในการดูแลทำความสะอาดห้องน้ำของคุณมาฝาก ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น ลองมาอ่านกันดูเลยค่ะ

 1. ฉีดสเปรย์กำจัดเชื้อรา
ก่อนจะเริ่มทำความสะอาดห้องน้ำ สิ่งแรกที่คุณควรทำคือฉีดสเปรย์กำจัดเชื้อราตามจุดต่าง ๆ ในห้องน้ำ โดยเฉพาะบริเวณอ่างอาบน้ำ ฝักบัว และอ่างล้างหน้า จากนั้นจึงใช้สเปรยฆ่าเชื้อโรคฉีดทั้งภายนอกและภายในโถสุขภัณฑ์ เพื่อเป็นการกำจัดเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในห้องน้ำขั้นต้น อย่างไรก็ตาม ควรฉีดสเปรย์ทิ้งไว้ประมาณ 5 - 10 นาที และระหว่างนั้น ควรเลี่ยงการใช้ห้องน้ำ เพื่อจะได้ไม่ต้องสูดดมกลิ่นสเปรย์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ


 2. เริ่มทำความสะอาดผนังก่อน
          หลังจากที่รอเวลาผ่านไปจนสเปรย์หมดฤทธิ์แล้ว ใช้ผ้าสะอาดหรือฟองน้ำชุบน้ำยาทำความสะอาดเช็ดผนังห้อง ทั้งนี้ไม่ควรใช้แบบที่มีสารเคมีรุนแรงนัก และไม่ควรทิ้งเอาไว้นาน หลังจากเช็ดผนังด้วยน้ำยาดังกล่าวแล้ว ควรใช้น้ำล้างออก แล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้งทันที เพื่อไม่ให้นำยากัดกร่อนผนังห้องน้ำของคุณ

 3. ทำความสะอาดโถสุขภัณฑ์ให้ถูกวิธี
          ขั้นแรก เทน้ำยาฆ่าเชื้อโรคลงไปในโถ แล้วค่อยใช้แปรงขัดถูทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้ แปรงที่ใช้ในส่วนของด้านในและด้านนอกนั้นควรเป็นคนละชิ้นกัน เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกปะปนกัน หลังจากขัดเสร็จแล้วก็กดโถสุขภัณฑ์ เพียงเท่านี้ ขั้นตอนที่คุณไม่พึงประสงค์ก็เสร็จลงอย่างง่ายดายได้แล้ว

  4. หันมาดูแลอ่างล้างหน้ากันต่อ
ในการดูแลอ่างล้างหน้านั้น คุณควรใช้แปรงสีฟันขัดบริเวณรอบก๊อกน้ำ และตามจุดจ่าง ๆ ที่มีเชื้อราหรือคราบสกปรกเกาะอยู่ จากนั้นค่อยล้างออกด้วยน้ำร้อน เพื่อเป็นการกำจัดเชื้อโรคอย่างสมบูรณ์ ส่วนการทำความสะอาดกระจกนั้น เพียงแค่ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ผสมน้ำยาเช็ดกระจกเช็ด เท่านี้ก็จะกลับมาดูเงาสวยเหมือนใหม่ได้

 5. เปลี่ยนอ่างอาบน้ำและฝักบัวให้กลับมาสวยปิ๊ง
          คุณควรใช้ผ้าสะอาดผสมน้ำส้มสายชู มาเช็ดรอบอ่างอาบน้ำ หรือรอบกรอบประตูกระจกในห้องอาบน้ำฝักบัวของคุณ จากนั้นจึงทิ้งไว้ประมาณ 30 - 45 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น เท่านี้ก็จะช่วยให้คราบสบู่และเชื้อโรคต่าง ๆ หลุดออกไปได้แล้ว อย่างไรก็ตาม หากห้องน้ำของคุณเป็นแบบที่ใช้ผ้าม่านกั้น ก็ควรถอดผ้าม่านออกมาซักด้วยน้ำอุ่นผสมสบู่และผงซักฟอกเล็กน้อยด้วย

 6. ทำความสะอาดพื้นให้เรียบร้อย
          ก่อนอื่นควรใช้น้ำยาทำความสะอาดพื้นห้องน้ำผสมกับน้ำในอัตราส่วนที่แนะนำไว้ตามฉลากของผลิตภัณฑ์ ราดทิ้งไว้บนพื้นห้องน้ำประมาณ 10 - 15 นาที จากนั้นค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด แล้วจึงปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง ด้วยการเป่าพัดลม หรือจะใช้ไม้ถูพื้นไล่เช็ดตามรอยเปียกก็ได้เพียงแค่ทำตามขั้นตอนง่าย ๆ เท่านี้ ก็จะช่วยให้ห้องน้ำของคุณกลับมาสะอาดเหมือนใหม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ทำความสะอาดคราวหน้า ลองเอาวิธีเหล่านี้ไปใช้กันดูนะคะ


ที่มา www.kapook.com

วิธีการดูแลรักษาเครื่องแก้ว




1. ไม่ควรกระทบปากแก้วด้วยโลหะหรือของแข็ง และระมัดระวังเมื่อรินเครื่องดื่มจากขวด
2. ไม่ควรใช้แก้วตักน้ำแข็ง
3. ไม่ควรรวบแก้วเข้าด้วยกัน ควรจัดเก็บโดยตั้งแก้วให้หงายขึ้น
4. ไม่ควรล้างแก้วในอ่างพร้อมกันทีละหลาย ๆ ใบ
5. ไม่ควรวางซ้อนแก้ว (ยกเว้นชนิดที่ซ้อนกันได้) เพราะอาจทำให้แก้วติดกันได้
6. ไม่ควรใส่ช้อน ส้อม มีด หรืออุปกรณ์โลหะอื่นลงในแก้ว

ที่มา : http://www.oceanglass.com

การดูแลรักษาเฟอร์นิเจอร์โดยทั่วไป

1. เฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้สัก ไม้เต็ง ไม้มะค่า ไม้ประดู่หรือไม้ตะเคียนทองโดยทั่วไปควรปฏิบัติดังต่อไปนี้



สำหรับเฟอร์นิเจอร์ใหม่ใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าขนหนูสะอาดนุ่มๆ ชุบน้ำผสมสบู่จางๆเช็ดให้สะอาดทุกซอกทุกมุมก็เพียงพอ (อย่าใช้น้ำมาก เพราะจะทำให้ผิวเป็นรอยด่าง) และหลังจากการเช็ดแล้วต้องผึ่งแล้วทิ้งไว้แห้งโดยเร็วที่สุดเสมอ แต่สำหรับเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษให้เช็ดด้วยผ้าฝ้าย หรือผ้าขนหนูสะอาดแบบแห้งๆเช็ดให้สะอาดทุกซอกทุกมุม หรือปัดฝุ่นด้วยไม้ขนไก่จะดีกว่า
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ไม้ออกมาขายด้วย ทั้งแบบสเปรย์และแบบครีม ซึ่งใช้ง่าย มีกลิ่นหอม ทั้งยังบำรุงผิวไม้ไปพร้อมกับการทำความสะอาด แต่อย่าใช้น้ำยาที่มีส่วนผสมของแอมโมเนียหรือแอลกอฮอลล์กับไม้เด็ดขาด หรืออาจใช้น้ำยาขัดเงาแบบสำเร็จรูปฉีดแล้วทิ้งให้แห้ง หากมีรอยเปื้อนมากๆให้ทำการขัดออกด้วยกระดาษทราย ทาด้วยขี้ผึ้ง แล้วขัดออกด้วยผ้าแห้ง
โดยทั่วไปควรหลีกเลี่ยงจุดวางที่มีแดดแรงๆเพราะจะทำลายสีของไม้ หลังจากทำความสะอาดแล้วให้ลงน้ำมันบำรุงผิวอีกที
คราบสกปรกจากน้ำ (หลังจากวางแก้วน้ำบนโต๊ะไม้นานๆ) ก็เป็นปัญหากวนใจ วิธีแก้ไขคือ เช็ดน้ำให้แห้งสนิท จากนั้นใช้ผ้าสะอาดแตะมายองเนสถูลงบนรอยนั้น รอยด่างเป็นดวงๆจะจางไป และถ้าเนื้อไม้มีรอยขีดข่วน ให้ลองใช้ยาขัดรองเท้าสีใกล้เคียงกับเฟอร์นิเจอร์ทาลงบนรอยนั้น

ที่มา : http://webboard.yenta4.com/topic/542023


วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Gallery

...

การถนอมอาหารโดยการฉาบ



การฉาบ เป็นการนำเอาผักหรือผลไม้ที่ทำสุกแล้ว เช่น เผือกทอด มันทอด กล้วยทอด เป็นต้น วิธีฉาบคือเคี่ยวน้ำตาลให้เป็นน้ำเชื่อมแก่จัดจนเป็นเกล็ด แล้วเทลงผสมคลุกเคล้ากับของที่ทอดไว้ ทิ้งไว้ให้เย็นจนน้ำเชื่อมเกาะเป็นเกล็ดติดอยู่บนผิวอาหารที่ฉาบ

การถนอมอาหารโดยการดอง



การถนอมอาหารโดยการดอง โดยใช้จุลินทรีย์บางชนิดที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ โดยจุลินทร์ทรีย์นั้นจะสร้างสารบางอย่างขึ้นมาในอาหาร ซึ่งสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ตัวอื่นๆได้ ดังนั้นผลของการหมักดองจะทำให้อาหารปลอดภัยจากจุลินทร์ทรีย์ชนิดอื่นๆ และยังทำให้เกิดอาหารชนิดใหม่ๆที่มีลักษณะแตกต่างไปจากเดิม เป็นการเพิ่มกลิ่น และรสชาติของอาหารให้แปลกออกไป



การถนอมอาหารโดยการดองมีหลายวิธีดังนี้
1.       การดองเปรี้ยว ผักที่นิยมนำมาดอง เช่น ผักกาดเขียว กะหล่ำปลี ผักเสี้ยน ถั่วงอก เป็นต้น วิธีทำคือนำเอาผักมาเคล้ากับเกลือ โดยผสมน้ำเกลือกบน้ำส้มต้มให้เดือด ทิ้งไว้ให้เย็น นำมาเทราดลงบนผักที่เรียงไว้ในภาชนะ เทให้ท่วมผักปิดฝาภาชนะไม่ให้ลมเข้า หมักทิ้งไว้ 4-7 วัน ก็นำมารับประทานได้
2.       การดอง 3 รส คือ รสเปรี้ยว เค็ม หวาน ผักที่นิยมดองแบบนี้คือ ขิงดอง กระเทียมสด ผักกาดเขียน การดองชนิดนี้คือ นำเอาผักมาเคล้ากับเกลือแล้วผสมน้ำส้ม น้ำตาล เกลือ ต้มให้เดือด ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำมาเทราดลงบนผักปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน ก็นำมารับประทานได้
3.       การดองหวาน ผักและผลไม้ที่นิยมนำมาดอง เช่น มะละกอ หัวผักกาด กะหล่ำปลี เป็นต้น โดยต้มน้ำตาล น้ำส้มสายชู เกลือ ให้ออกรสหวานนำให้เดือดทิ้งไว้ให้เย็น เทราดลงบนผักผลไม้ ทิ้งไว้ 2-3 วัน ก็นำมารับประทานได้
4.       การดองเค็ม อาหารที่นิยมส่วนใหญ่จะเป็นพวกเนื้อสัตว์และผัก เช่น ปูเค็ม ปลาเค็ม กะปิ หัวผักกาดเค็ม ไข่เค็ม เป็นต้น ต้มน้ำส้มสายชูและเกลือให้ออกรสเค็มจัดเล็กน้อยให้เดือดทิ้งไว้ให้เย็น กรองใส่ภาชนะที่จะบรรจุอาหารดอง แล้วหมักทิ้งไว้ 4-9 เดือนจึงนำมารับประทาน
5.       การหมักดองที่ทำให้เกิดแอลกอฮอล์ คือการหมักอาหารพวกแป้ง น้ำตาล โดยใช้ยีสต์เป็นตัวช่วยให้เกิดแอลกอฮอล์ เช่น ข้าวหมาก ไวน์ เป็นต้น