...
วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
6 ขั้นตอนทำความสะอาดห้องนํ้า
การทำความสะอาดห้องน้ำนั้นถือเป็นงานบ้านอันดับแรก
ๆ ที่เหล่าแม่บ้านส่ายหน้าหนี
เพราะเป็นงานที่ทั้งเหนื่อยแถมยังต้องทนกับสิ่งสกปรกอีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้น
การทำความสะอาดห้องน้ำก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี
เพื่อให้คนในบ้านได้มีสุขภาพอานามัยที่ดี
และเพื่อให้บ้านดูมีบรรยากาศที่น่าอยู่อาศัยมากขึ้น วันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้นำเอาเคล็ดลับดี
ๆ ในการดูแลทำความสะอาดห้องน้ำของคุณมาฝาก ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น
ลองมาอ่านกันดูเลยค่ะ
1. ฉีดสเปรย์กำจัดเชื้อรา
ก่อนจะเริ่มทำความสะอาดห้องน้ำ
สิ่งแรกที่คุณควรทำคือฉีดสเปรย์กำจัดเชื้อราตามจุดต่าง ๆ ในห้องน้ำ
โดยเฉพาะบริเวณอ่างอาบน้ำ ฝักบัว และอ่างล้างหน้า
จากนั้นจึงใช้สเปรยฆ่าเชื้อโรคฉีดทั้งภายนอกและภายในโถสุขภัณฑ์
เพื่อเป็นการกำจัดเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในห้องน้ำขั้นต้น อย่างไรก็ตาม
ควรฉีดสเปรย์ทิ้งไว้ประมาณ 5 - 10 นาที และระหว่างนั้น ควรเลี่ยงการใช้ห้องน้ำ
เพื่อจะได้ไม่ต้องสูดดมกลิ่นสเปรย์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
2. เริ่มทำความสะอาดผนังก่อน
หลังจากที่รอเวลาผ่านไปจนสเปรย์หมดฤทธิ์แล้ว ใช้ผ้าสะอาดหรือฟองน้ำชุบน้ำยาทำความสะอาดเช็ดผนังห้อง
ทั้งนี้ไม่ควรใช้แบบที่มีสารเคมีรุนแรงนัก และไม่ควรทิ้งเอาไว้นาน
หลังจากเช็ดผนังด้วยน้ำยาดังกล่าวแล้ว ควรใช้น้ำล้างออก
แล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้งทันที เพื่อไม่ให้นำยากัดกร่อนผนังห้องน้ำของคุณ
3. ทำความสะอาดโถสุขภัณฑ์ให้ถูกวิธี
ขั้นแรก เทน้ำยาฆ่าเชื้อโรคลงไปในโถ
แล้วค่อยใช้แปรงขัดถูทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้
แปรงที่ใช้ในส่วนของด้านในและด้านนอกนั้นควรเป็นคนละชิ้นกัน
เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกปะปนกัน หลังจากขัดเสร็จแล้วก็กดโถสุขภัณฑ์ เพียงเท่านี้
ขั้นตอนที่คุณไม่พึงประสงค์ก็เสร็จลงอย่างง่ายดายได้แล้ว
4. หันมาดูแลอ่างล้างหน้ากันต่อ
ในการดูแลอ่างล้างหน้านั้น
คุณควรใช้แปรงสีฟันขัดบริเวณรอบก๊อกน้ำ และตามจุดจ่าง ๆ
ที่มีเชื้อราหรือคราบสกปรกเกาะอยู่ จากนั้นค่อยล้างออกด้วยน้ำร้อน
เพื่อเป็นการกำจัดเชื้อโรคอย่างสมบูรณ์ ส่วนการทำความสะอาดกระจกนั้น
เพียงแค่ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ผสมน้ำยาเช็ดกระจกเช็ด
เท่านี้ก็จะกลับมาดูเงาสวยเหมือนใหม่ได้
5. เปลี่ยนอ่างอาบน้ำและฝักบัวให้กลับมาสวยปิ๊ง
คุณควรใช้ผ้าสะอาดผสมน้ำส้มสายชู
มาเช็ดรอบอ่างอาบน้ำ หรือรอบกรอบประตูกระจกในห้องอาบน้ำฝักบัวของคุณ
จากนั้นจึงทิ้งไว้ประมาณ 30 - 45 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น
เท่านี้ก็จะช่วยให้คราบสบู่และเชื้อโรคต่าง ๆ หลุดออกไปได้แล้ว อย่างไรก็ตาม
หากห้องน้ำของคุณเป็นแบบที่ใช้ผ้าม่านกั้น
ก็ควรถอดผ้าม่านออกมาซักด้วยน้ำอุ่นผสมสบู่และผงซักฟอกเล็กน้อยด้วย
6. ทำความสะอาดพื้นให้เรียบร้อย
ก่อนอื่นควรใช้น้ำยาทำความสะอาดพื้นห้องน้ำผสมกับน้ำในอัตราส่วนที่แนะนำไว้ตามฉลากของผลิตภัณฑ์
ราดทิ้งไว้บนพื้นห้องน้ำประมาณ 10 - 15 นาที จากนั้นค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด
แล้วจึงปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง ด้วยการเป่าพัดลม
หรือจะใช้ไม้ถูพื้นไล่เช็ดตามรอยเปียกก็ได้เพียงแค่ทำตามขั้นตอนง่าย ๆ เท่านี้
ก็จะช่วยให้ห้องน้ำของคุณกลับมาสะอาดเหมือนใหม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น
ทำความสะอาดคราวหน้า ลองเอาวิธีเหล่านี้ไปใช้กันดูนะคะ
ที่มา : www.kapook.com
วิธีการดูแลรักษาเครื่องแก้ว
1. ไม่ควรกระทบปากแก้วด้วยโลหะหรือของแข็ง และระมัดระวังเมื่อรินเครื่องดื่มจากขวด
2. ไม่ควรใช้แก้วตักน้ำแข็ง
3. ไม่ควรรวบแก้วเข้าด้วยกัน
ควรจัดเก็บโดยตั้งแก้วให้หงายขึ้น
4. ไม่ควรล้างแก้วในอ่างพร้อมกันทีละหลาย
ๆ ใบ
5. ไม่ควรวางซ้อนแก้ว
(ยกเว้นชนิดที่ซ้อนกันได้) เพราะอาจทำให้แก้วติดกันได้
6. ไม่ควรใส่ช้อน
ส้อม มีด หรืออุปกรณ์โลหะอื่นลงในแก้ว
ที่มา : http://www.oceanglass.com
การดูแลรักษาเฟอร์นิเจอร์โดยทั่วไป
1. เฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็ง
เช่น ไม้สัก ไม้เต็ง ไม้มะค่า ไม้ประดู่หรือไม้ตะเคียนทองโดยทั่วไปควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
สำหรับเฟอร์นิเจอร์ใหม่ใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าขนหนูสะอาดนุ่มๆ
ชุบน้ำผสมสบู่จางๆเช็ดให้สะอาดทุกซอกทุกมุมก็เพียงพอ (อย่าใช้น้ำมาก
เพราะจะทำให้ผิวเป็นรอยด่าง)
และหลังจากการเช็ดแล้วต้องผึ่งแล้วทิ้งไว้แห้งโดยเร็วที่สุดเสมอ
แต่สำหรับเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษให้เช็ดด้วยผ้าฝ้าย
หรือผ้าขนหนูสะอาดแบบแห้งๆเช็ดให้สะอาดทุกซอกทุกมุม
หรือปัดฝุ่นด้วยไม้ขนไก่จะดีกว่า
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ไม้ออกมาขายด้วย ทั้งแบบสเปรย์และแบบครีม
ซึ่งใช้ง่าย มีกลิ่นหอม ทั้งยังบำรุงผิวไม้ไปพร้อมกับการทำความสะอาด
แต่อย่าใช้น้ำยาที่มีส่วนผสมของแอมโมเนียหรือแอลกอฮอลล์กับไม้เด็ดขาด หรืออาจใช้น้ำยาขัดเงาแบบสำเร็จรูปฉีดแล้วทิ้งให้แห้ง หากมีรอยเปื้อนมากๆให้ทำการขัดออกด้วยกระดาษทราย
ทาด้วยขี้ผึ้ง แล้วขัดออกด้วยผ้าแห้ง
โดยทั่วไปควรหลีกเลี่ยงจุดวางที่มีแดดแรงๆเพราะจะทำลายสีของไม้ หลังจากทำความสะอาดแล้วให้ลงน้ำมันบำรุงผิวอีกที
คราบสกปรกจากน้ำ
(หลังจากวางแก้วน้ำบนโต๊ะไม้นานๆ) ก็เป็นปัญหากวนใจ วิธีแก้ไขคือ
เช็ดน้ำให้แห้งสนิท จากนั้นใช้ผ้าสะอาดแตะมายองเนสถูลงบนรอยนั้น
รอยด่างเป็นดวงๆจะจางไป และถ้าเนื้อไม้มีรอยขีดข่วน
ให้ลองใช้ยาขัดรองเท้าสีใกล้เคียงกับเฟอร์นิเจอร์ทาลงบนรอยนั้น
ที่มา : http://webboard.yenta4.com/topic/542023
วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2557
การถนอมอาหารโดยการฉาบ
การฉาบ
เป็นการนำเอาผักหรือผลไม้ที่ทำสุกแล้ว เช่น เผือกทอด มันทอด กล้วยทอด เป็นต้น
วิธีฉาบคือเคี่ยวน้ำตาลให้เป็นน้ำเชื่อมแก่จัดจนเป็นเกล็ด
แล้วเทลงผสมคลุกเคล้ากับของที่ทอดไว้
ทิ้งไว้ให้เย็นจนน้ำเชื่อมเกาะเป็นเกล็ดติดอยู่บนผิวอาหารที่ฉาบ
การถนอมอาหารโดยการดอง
การถนอมอาหารโดยการดอง
โดยใช้จุลินทรีย์บางชนิดที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์
โดยจุลินทร์ทรีย์นั้นจะสร้างสารบางอย่างขึ้นมาในอาหาร
ซึ่งสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ตัวอื่นๆได้
ดังนั้นผลของการหมักดองจะทำให้อาหารปลอดภัยจากจุลินทร์ทรีย์ชนิดอื่นๆ
และยังทำให้เกิดอาหารชนิดใหม่ๆที่มีลักษณะแตกต่างไปจากเดิม เป็นการเพิ่มกลิ่น
และรสชาติของอาหารให้แปลกออกไป
การถนอมอาหารโดยการดองมีหลายวิธีดังนี้
1.
การดองเปรี้ยว ผักที่นิยมนำมาดอง เช่น
ผักกาดเขียว กะหล่ำปลี ผักเสี้ยน ถั่วงอก เป็นต้น
วิธีทำคือนำเอาผักมาเคล้ากับเกลือ โดยผสมน้ำเกลือกบน้ำส้มต้มให้เดือด
ทิ้งไว้ให้เย็น นำมาเทราดลงบนผักที่เรียงไว้ในภาชนะ
เทให้ท่วมผักปิดฝาภาชนะไม่ให้ลมเข้า หมักทิ้งไว้ 4-7 วัน
ก็นำมารับประทานได้
2.
การดอง 3 รส คือ
รสเปรี้ยว เค็ม หวาน ผักที่นิยมดองแบบนี้คือ ขิงดอง กระเทียมสด ผักกาดเขียน
การดองชนิดนี้คือ นำเอาผักมาเคล้ากับเกลือแล้วผสมน้ำส้ม น้ำตาล เกลือ ต้มให้เดือด
ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำมาเทราดลงบนผักปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 2-3
วัน ก็นำมารับประทานได้
3.
การดองหวาน ผักและผลไม้ที่นิยมนำมาดอง
เช่น มะละกอ หัวผักกาด กะหล่ำปลี เป็นต้น โดยต้มน้ำตาล น้ำส้มสายชู เกลือ ให้ออกรสหวานนำให้เดือดทิ้งไว้ให้เย็น
เทราดลงบนผักผลไม้ ทิ้งไว้ 2-3 วัน ก็นำมารับประทานได้
4.
การดองเค็ม
อาหารที่นิยมส่วนใหญ่จะเป็นพวกเนื้อสัตว์และผัก เช่น ปูเค็ม ปลาเค็ม กะปิ
หัวผักกาดเค็ม ไข่เค็ม เป็นต้น
ต้มน้ำส้มสายชูและเกลือให้ออกรสเค็มจัดเล็กน้อยให้เดือดทิ้งไว้ให้เย็น
กรองใส่ภาชนะที่จะบรรจุอาหารดอง แล้วหมักทิ้งไว้ 4-9
เดือนจึงนำมารับประทาน
5.
การหมักดองที่ทำให้เกิดแอลกอฮอล์
คือการหมักอาหารพวกแป้ง น้ำตาล โดยใช้ยีสต์เป็นตัวช่วยให้เกิดแอลกอฮอล์ เช่น
ข้าวหมาก ไวน์ เป็นต้น
การถนอมอาหารโดยตากแห้ง
เป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดมากที่สุด
ใช้ได้กับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ เป็นวิธีที่ทำให้อาหารหมดความชื้นหรือมีความชื้นอยู่เพียงเล็กน้อย
เพื่อไม่ให้จุลินทรีย์สามารถเกาะอาศัยและเจริญเติบโตได้
ทำให้อาหารไม่เกิดการบูดเน่า โดยการนำน้ำหรือความชื้นออกจากอาหารให้มากที่สุด เช่น
เนื้อเค็ม ปลาเค็ม กล้วยตาก เป็นต้น
ก่อนตากแห้งจะต้องล้างให้สะอาด
ถ้าเป็นพวกผักมักลวกด้วยน้ำเดือดเสียก่อน ทำให้หยุดยั้งปฏิกิริยาเคมี
บางรายนิยมนำเอาผลไม้ไปรมควันกำมะถันอ่อน ๆ ก่อนที่จะตากแห้ง
ซึ่งจะช่วยให้มีสีและรสดีขึ้น ทั้งยังป้องกันไม่ให้เกิดรสเปรี้ยวและช่วยกันไม่ให้แมลงกัดกินอีกด้วย
อาหารที่นิยมถนอมโดยการตากแห้ง มักเป็นประเภทผัก ผลไม้ และเนื้อ เช่น ดีปลี พริก
(พริกไทย) เห็ดบางชนิด (เช่น เห็ดแครงที่ขึ้นตามต้นไม้มะขามที่ล้มตาย เป็นต้น)
หมากแห้ง (ฝานก่อนตาม) กล้วยตาก (กล้วยสุกปอกเปลือกแล้วตากแห้ง) ลูกหยี
(ปอกเปลือกแล้วตากแห้ง) ส้มแขก (ผลไม้ชนิดหนึ่ง ผลกลม หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ
แล้วตากแห้ง ใช้ในการปรุงอาหาร) เนื้อเค็ม ปลาเค็ม เป็นต้น
การตากแห้งอาหารประเภทเนื้อ
มักใช้เกลือช่วยเพื่อกันการบูดเน่า และช่วยให้มีรสชาติดีขึ้น เช่น หอยตาก
(หอยน้ำจืดชนิดหนึ่งคล้ายหอยแครงแต่ขนาดเล็กว่า ชอบอยู่ในทะเลสาบ
อาจลวกให้สุกด้วยน้ำเกลือที่ร้อนจัด หรือคลุกเกลือแล้วตากแดด
โดยมากนิยมใช้วิธีหลังจึงเรียกหอยชนิดนี้ตามกรรมวิธีที่นิยมนั้นว่าหอยตาก) ปลาริ้ว
(ปลาช่อนตัวโต ๆ ที่นำมาผ่าเป็นริ้ว ๆ แล้วตากแห้ง) ปลาแห้ง (ปลาเกลือ) เนื้อแห้ง
(เนื้อเค็ม) เคย (กะปิ) บางชนิดต้มให้สุกเสียก่อนแล้วนำมาตากแห้ง เช่น สารกุ้ง
(กุ้งแห้ง) ข้าวเกรียบกุ้ง ข้าวเกรียบปลา เป็นต้น
ประวัติส่วนตัว
ชื่อ นางสาวธนิดา หนูแป้น
ชื่อเล่น ครูปู
ประวัติการศึกษา
- ปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ (นักเรียนทุนสควค.)
- ป.บัณฑิตทางการสอน มหาวิทยาลัยทักษิณ
- ปริญญาโท สาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
E-mail : kruputhanida@gmail.com
Blog : kruputhanida.blogspot.com
การจำแนกประเภทและแบ่งพันธุ์ไม้
มีหลักพิจารณาและจำแนกต่างกัน
แล้วแต่ความมุ่งหมายและความประสงค์ ซึ่งอาจแบ่งจำพวกพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับเป็น 3 พวกใหญ่ ๆ คือ
การแบ่งพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับตามความมุ่งหมายที่ใช้
1) ไม้ตัดดอก (Cut flower plant) หมายถึง ไม้ดอกที่ปลูก
ณ สถานที่ที่มีภูมิประเทศ ภูมิอากาศ สภาพแวดล้อม เช่น สายลม แสงแดด อุณหภูมิ ดิน
น้ำ ความชื้นสัมพัทธ์ การคมนาคม และระยะทางที่เหมาะสม
เพื่อตัดเฉพาะส่วนดอกหรือช่อดอก ไปใช้ประโยชน์ หรือจำหน่าย เช่น แกลดิโอลัส
เบญจมาศ เยอร์บีรา หน้าวัว กุหลาบ ดาวเรือง คาร์เนชัน และบัวหลวง
ไม้ดอกดังกล่าวนี้ จะถูกตัดออกจากต้นไปใช้ประโยชน์พร้อมทั้งก้านดอกด้วย
ทั้งนี้เพราะก้านดอกเป็นแหล่งสะสมอาหาร เมื่อดอกถูกตัดจากต้นเพื่อนำไปปักแจกัน
หรือจัดกระเช้า อาหารที่เก็บสะสมไว้ที่ก้านดอกจะถูกนำมาใช้
ช่วยให้ดอกไม้มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ดังนั้นคุณลักษณะสำคัญของไม้ตัดดอก
นอกจากดอกจะต้องสวยสดแล้ว ก้านดอกก็ต้องใหญ่ ยาว และแข็งแรง แต่ไม่เกะกะเก้งก้าง
บรรจุหีบห่อได้ง่าย ขนส่งสะดวก มีน้ำหนักไม่มากนัก และเก็บรักษาได้นาน
2) ไม้ดอกกระถาง (Flowering pot plant) หมายถึง
ไม้ดอกที่ปลูกเลี้ยงในกระถางตั้งแต่เริ่มเพาะเมล็ดหรือย้ายต้นกล้า
โดยการเปลี่ยนกระถางให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นลำดับให้เหมาะสมกับความสูงและการเจริญเติบโตของต้น
เมื่อออกดอก จะนำไปใช้ประโยชน์ในการประดับทั้งต้นทั้งดอก พร้อมทั้งกระถาง
ทำให้อายุการใช้งานทนนานกว่าไม้ตัดดอก เช่น บีโกเนีย แพนซี แอฟริกันไวโอเลต
กล็อกซิเนีย อิมเพเชียน พิทูเนีย
3) ไม้ดอกประดับแปลง (Bedding plant) หมายถึง
ไม้ดอกที่ปลูกลงแปลง ณ บริเวณที่ต้องการปลูกตกแต่ง เพื่อประดับบ้านเรือน
อาคารสถานที่ ตลอดจนสวนสาธารณะ โดยไม่ตัดดอกหรือส่วนใดส่วนหนึ่งไปใช้ประโยชน์
แต่ปล่อยให้ออกดอกบานสะพรั่งสวยงาม ติดอยู่กับต้นภายในแปลงปลูก
เพื่อประโยชน์ในการประดับ จนกว่าจะร่วงโรยไป
การแบ่งพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับตามลักษณะนิสัยของพันธุ์ไม้ เช่น
การแบ่งตามถิ่นกำเนิด แบ่งตามอายุความเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้ ตามลักษณะเนื้อไม้
ตามสิ่งแวดล้อม และตามลักษณะของลำต้น
การแบ่งพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับตามหลักพฤกษศาสตร์
มีความมุ่งหมายเพื่อจำแนกพันธุ์ไม้ทั่ว ๆ ไปให้แน่ชัดในรูปร่าง
ลักษณะนิสัยการดำรงชีพ และการสืบพันธุ์ ของพันธุ์ไม้ให้อยู่เป็นกลุ่มที่แน่นอน
ไม่ปะปนกัน
ที่มา : www.kapook.com
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของไม้ประดับ
การที่ไม้ประดับจะเจริญเติบโต
แข็งแรงและมีสุขภาพดีได้นั้น หาได้ขึ้นอยู่กับการให้น้ำและให้ปุ๋ยอย่างเพียงพอเท่านั้นไม่
แต่ยังมีปัจจัยสำคัญอื่น ๆ ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของไม้ประดับอยู่อีกหลายประการ
ที่ผู้ปลูกเลี้ยงควรจะรู้และทำความเข้าใจเอาไว้
ปัจจัยที่สำคัญที่มีผลต่ออาการเจริญเติบโตของไม้ประดับ มีอยู่ด้วยกันหลายประการ
ดังนี้คือ
แสงสว่าง
แสงสว่างเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อพืชเป็นอย่างมาก
เพราะพืชจะต้องใช้พลังงานจากแสงสว่างในขบวนการสังเคราะห์แสง
ซึ่งจะได้แป้งและน้ำตาลมาใช้ในการดำรงชีวิต ความต้องการแสงของพืชนั้นจะมีปริมาณที่ไม่เท่ากัน
ขึ้นอยู่กับชนิดของพืช
เราจะเห็นได้ว่าพืชชนิดใดก็ตามที่มีใบสีเขียวมากจะสังเคราะห์แสงได้มากกว่าพืชที่มีใบสีเขียวอยู่น้อยหรือมีสีอื่นที่ไม่ใช่สีเขียวเพราะพืชที่มีใบสี
เขียวจะมีคลอโรฟิลล์มาก ดังนั้นพืชบางชนิดจึงพยายามที่จะปรับคลอโรฟิลล์ของมันเองให้มากหรือน้อย
ตามปริมาณของแสงที่ได้รับในเรื่องของไม้ประดับนี้
ถ้าผู้ปลูกเลี้ยงต้องการที่จะรักษาความงามตามธรรมชาติของไม้ประดับเอาไว้
ให้คงอยู่นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ก็จะต้องศึกษาถึงปริมาณของแสงที่ไม้ประดับนั้น
ๆ ต้องการให้ดีเสียก่อน
อุณหภูมิ คือความร้อนเย็นของอากาศ
ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช
จะเห็นได้ว่าอุณหภูมิหรือความร้อนในอากาศยิ่งสูงขึ้นมากเท่าไหร่ พืชก็จะคายน้ำมาขึ้นเท่านั้น
รวมไปถึงการระเหยของน้ำที่อยู่รอบๆ บริเวณต้นพืชด้วย
อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช คืออุณหภูมิที่อยู่ในช่วง 15-40 องศาเซลเซียส ดังนั้น การที่จะนำพืชมาปลูกเป็นไม้ประดับนั้น
ผู้ปลูกเลี้ยงจะต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและอุณหภูมิ ที่พืชเหล่านั้นต้องการด้วย
น้ำและความชื้น
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะต้องมีน้ำเป็นส่วนประกอบของร่างกายด้วยกันทั้งนั้นพืชก็เช่นกัน
เพราะพืชมีความจำเป็นที่จะต้องใช้น้ำในขบวนการสังเคราะห์แสงหล่อเลี้ยงเซลล์และยังเป็นตัวละลายแร่ธาตุต่างๆ
ก่อนที่จะลำเลียงเข้าสู่ต้นพืชอีกด้วยพืชทุกชนิดจะต้องการน้ำในปริมาณที่ต่างกันและความต้องการน้ำของพืชย่อมขึ้นอยู่กับขนาดและอายุของพืช
ถิ่นกำเนิดของพืชบางครั้งก็สามารถที่จะบอกได้ถึงความต้องการน้ำของพืชนั้น ๆ เช่น
พืชที่เกิดอยู่ในแถบที่มีความแห้งแล้ง
ย่อมจะต้องการปริมาณน้ำน้อยกว่าพืชที่เคยอยู่ในที่ ๆ ชุ่มชื้นมาก่อน
สำหรับความชื้นในอากาศนั้นถือว่าเป็นปัจจัยทางอ้อม
ที่มีผลต่อปริมาณความต้องการน้ำของพืช
คือถ้าความชื่นอยู่ได้แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ความชื้นในอากาศลดลงพืชก็จะควยน้ำมากขึ้นและนั้นก็แน่นอนว่าพืชจะต้องการน้ำเพื่อมาชดเชยปริมาณน้ำ
ที่สูญเสียไปมากขึ้นเช่นกัน
อากาศ ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งโดยพืชจะหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปทางใบ
เพื่อใช้ในขบวนการต่างๆ การหายใจของพืชไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ใบเท่านั้น
แต่ยังเกิดขึ้นที่รากอีกด้วย เราจะพบอยู่บ่อย ๆ ว่า พืชที่รากแช่อยู่ในน้ำนานๆ
นั้น จะเหี่ยวเฉาและตายในที่สุด สาเหตุเพราะว่าน้ำเข้าไปแทรกอยู่ในดินจนหมด
ทำให้ไม่มีช่องว่างที่อากาศไหลจะเวียนเข้ามาได้ ดังนั้นในกรปลูกไม้ประดับ
ผู้ปลูกจะต้องมีการเตรียมดินให้ดี คือดินจะต้องมีความร่วนซุยพอ
เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
ธาตุอาหาร
ธาตุอาหารหรืออาหารของพืช เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยธรรมชาติแล้วพืชจะได้รับธาตุอาหารต่างๆ
จากดินแต่บางครั้งธาตุอาหารที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั้นก็หาได้มีเพียงพอกับความต้องการของพืชไม่
จึงจำเป็นที่ผู้ปลูกเลี้ยงจะต้องเพิ่มธาตุอาหารลงไปในดิน
ดิน คือสิ่งที่พืชใช้ยึดเกาะเพื่อการทรงตัวและใช้รากชอนไชหาอาหาร
จึงถือได้ว่าดินนั้นคือแหล่งกำเนิดอาหารขอพืช
เพราะว่าในดินนั้นประกอบด้วยธาตุอาหารต่างๆ มากบ้างน้อยบ้าง
ขึ้นอยู่กับวัตถุต้นกำเนิดดิน
ดินที่มีความเหมาะสมในการปลูกพืชจะต้องเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง
คือจะต้องมีธาตุอาหารที่พืชต้องการอยู่อย่างครบถ้วนหรือเกือบจะครบ แต่ในยุคปัจจุบันนี้เราจะหาดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวจากธรรมชาติได้ยากมาก
จึงต้องอาศัยการปรุงแต่งจากภายนอก โดยการเพิ่มธาตุอาหารหรืออินทรียวัตถุต่างๆ ลงไป
เพื่อปรับสภาพโครงสร้างของดินให้เหมาะสมกับการเพาะปลูกพืชและการเจริญเติบโตของ
การเลือกซื้อไม้ประดับ
ก่อนที่จะซื้อต้นไม้เข้ามาปลูกภายในบ้าน
ควรจะต้องมีการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าเสียก่อน ไม่ใช้ไปพบเข้าโดยบังเอิญและเกิดชอบใจก็ซื้อกลับบ้าน
คุณจะต้องแน่ใจก่อนว่าสภาพแวดล้อมภายในบ้านเหมาะกับต้นไม้ชนิดที่ต้องการหรือไม่
ถ้าคุณเริ่มต้นที่จะปลูกต้นไม้เป็นครั้งแรก
อาจเริ่มต้นโดยการซื้อต้นไม้ที่มีความทนทานต่อทุกสภาพอากาศ
เมื่อเลี้ยงให้รอดและเจริญเติบโตได้แล้วก็ค่อยเขยิบขึ้นไปทีละขั้นจนคุณมีความชำนาญ
ค่อยหาพันธุ์ไม้ที่เลี้ยงยากมาปลูก
การปลูกต้นไม้ภายในบ้านนั้นคุณต้องไม่ลืมว่าต้นไม้ต้องการแสง
น้ำ อากาศ อุณหภูมิ ความชื้นและอาหาร เช่นเดียวกับต้นไม้ที่อยู่นอกบ้าน
เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะซื้อต้นไม้เข้ามาประดับภายในบ้าน คุณต้องรู้ถึงความต้องการของต้นไม้ว่าต้นไม้ชนิดนั้นต้องการปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตมากน้อยแค่ไหน
เพราะต้นไม้แต่ละอย่างย่อมมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน
ซึ่งข้อมูลเหล่านี้คุณอาจถามมาจากผู้ขายโดยตรงก็ได้
สิ่งสำคัญอีกอย่างที่คุณต้องคำนึงถึงก็คือถ้าในบ้านของคุณมีเด็กหรือเลี้ยงสุนัข
คุณตะต้องมีการเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้าเสียก่อน
เช่นกรณีที่คุณจะตั้งกระถางต้นไม้ไว้ที่พื้น
คุณจะต้องหาพืชที่ทนทานต่อการเสียดสีหรือการจับต้องพอสมควร
ส่วนต้นไม้ที่บอบบางเสียหายง่าย
ควรจัดให้อยู่ในที่สูงหรือบริเวณที่จะไม่ถูกการจับต้องเสียดสีบ่อยนัก
อีกข้อหนึ่งที่คุณไม่ควรจะลืมก็คือ คุณมีเวลาเหลือพอที่จะดูแลต้นไม้ที่คุณซื้อมาปลูกบ้างหรือไม่ถ้าคุณพร้อมแล้วก็ไปเลือกซื้อต้นไม้มาประดับบ้านกันได้เลย
ข้อควรคำนึงในการเลือกซื้อไม้ประดับ
1.
ควรซื้อจากร้านที่มีชื่อเสียงเชื่อถือได้
หรือซื้อจากสวนที่ผลิตโดยตรง
2. ไม่ควรซื้อต้นไม้ที่ตั้งขายอยู่นอกร้าน
3. ไม่ควรซื้อต้นไม้ที่มีตำหนิหรือร่องรอยของความเสียหายจากโรคและแมลง
4. ตรวจดูกระถางและกันกระถางให้ดีอย่าเลือกต้นไม้ที่ปลูกอยู่ในกระถางที่มีรอยร้าวหรือแตกอย่าเลือกต้นไม้ที่รากโผล่ออกมาจากรูก้นกระถาง
5. แล้วเป็นอันขาด เพราะทั้งสองอย่างนี้จะทำให้เกิดความเสียหายในขณะเคลื่อนย้ายได้
6. ไม่ควรซื้อต้นไม้ที่ดินในกระถางแฉะ เพราะนั้นแสดงว่าน้ำในกระถางไม่สามารถระบายออกไปได้ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหารากและโคนเน่าได้
7. ในกรณีที่เป็นไม้ดอก ควรเลือกเอาต้นที่ดอกกำลังตูมเต็มที่ยังไม่บาน
8. จะต้องดูจนแน่ใจว่าต้นไม้ที่ซื้อนั้นไม่มีร่องรอยหรือตำหนิใด ๆ เลย
9. ไม่ควรซื้อต้นไม้ที่ใบเหี่ยว ใบลู่ลง หรือได้รับความเสียหายเป็นอันขาด
10. ไม่ควรซื้อต้นไม้เพราะเห็นว่าราคาถูกเป็นอันขาด
11. ขณะนำต้นไม้กลับบ้าน ควรระมัดระวังอย่าให้ต้นไม้ได้รับความกระทบกระเทือนโดยเด็ดขาด
2. ไม่ควรซื้อต้นไม้ที่ตั้งขายอยู่นอกร้าน
3. ไม่ควรซื้อต้นไม้ที่มีตำหนิหรือร่องรอยของความเสียหายจากโรคและแมลง
4. ตรวจดูกระถางและกันกระถางให้ดีอย่าเลือกต้นไม้ที่ปลูกอยู่ในกระถางที่มีรอยร้าวหรือแตกอย่าเลือกต้นไม้ที่รากโผล่ออกมาจากรูก้นกระถาง
5. แล้วเป็นอันขาด เพราะทั้งสองอย่างนี้จะทำให้เกิดความเสียหายในขณะเคลื่อนย้ายได้
6. ไม่ควรซื้อต้นไม้ที่ดินในกระถางแฉะ เพราะนั้นแสดงว่าน้ำในกระถางไม่สามารถระบายออกไปได้ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหารากและโคนเน่าได้
7. ในกรณีที่เป็นไม้ดอก ควรเลือกเอาต้นที่ดอกกำลังตูมเต็มที่ยังไม่บาน
8. จะต้องดูจนแน่ใจว่าต้นไม้ที่ซื้อนั้นไม่มีร่องรอยหรือตำหนิใด ๆ เลย
9. ไม่ควรซื้อต้นไม้ที่ใบเหี่ยว ใบลู่ลง หรือได้รับความเสียหายเป็นอันขาด
10. ไม่ควรซื้อต้นไม้เพราะเห็นว่าราคาถูกเป็นอันขาด
11. ขณะนำต้นไม้กลับบ้าน ควรระมัดระวังอย่าให้ต้นไม้ได้รับความกระทบกระเทือนโดยเด็ดขาด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

.jpg)





.jpg)
